วิธีหยุดนิสัยชอบผลัดวันประกันพรุ่ง

เริ่มต้นเล่นกล้าม

เมื่อเรามีงานที่ต้องส่งในเร็วๆนี้ แทนที่จะรีบทำงานให้เสร็จ คนส่วนใหญ่มักจะเอาเวลาไปเช็คอีเมล เล่นโซเชียลมีเดีย ดูหนัง ท่องอินเตอร์เน็ตหรืออ่านกระทู้ต่างๆ เราทุกคนรู้ว่านี่คือเวลาที่ต้องทำงาน แต่ก็ยังไม่มีอารมณ์จะไปทำหรือเรียกได้ว่า “ผลัดวันประกันพรุ่ง”

การผลัดวันประกันพรุ่งเป็นสิ่งที่คนเราทุกคนเคยประสบพบเจอหรือกำลังประสบกับมันอยู่ เรามักจะใช้เวลากับการทำสิ่งอื่นมากกว่าทำสิ่งที่คั่งค้างให้สำเร็จเสร็จสิ้น จนกระทั่งเกือบจะหมดเวลา จากนั้นเรามักจะตื่นตระหนกตกใจและคิดได้ว่าน่าจะทำมันตั้งนานแล้ว แต่สุดท้ายพอมีงานใหม่เข้ามา เราก็ผลัดวันประกันพรุ่งอีก วนเวียนอยู่แบบนี้ไม่จบไม่สิ้น

การปล่อยให้นิสัยผลัดวันประกันพรุ่งไปกลืนกินความสำเร็จของเรายิ่งปล่อยไว้จะยิ่งแก้ยาก ดังนั้นเรามาดูกันว่า เราจะทำอย่างไรถึงจะหยุดนิสัยเสียๆแบบนี้ได้

1. แบ่งงานออก แล้วทำทีละอย่าง

กองงานที่ใหญ่จะทำให้เรารู้สึกท้อแท้ที่จะทำมัน เลยเลือกไม่ทำดีกว่า ทางแก้ของปัญหานี้คือ ให้แบ่งงานที่เราต้องทำออกเป็นหัวข้อย่อยๆ และค่อยๆทำทีละอย่าง แต่ถ้าเราแบ่งงานได้แล้ว แต่ยังไม่รู้สึกอยากจะทำ ให้แบ่งอีกเป็นหัวข้อย่อยเล็กลงไปอีก เพื่อให้แต่ละงานที่ถูกแบ่งออกนั้นดูไม่ซับซ้อนมาก จะทำให้เกิดความรู้สึกอยากทำมันมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การเขียนหนังสือสักเล่ม มันอาจดูยากและดูเยอะจนเกินกว่าที่สมองเราคิดว่าเราจะรับไหว สิ่งที่ต้องทำคือ ค่อยๆแบ่งสิ่งที่ต้องทำออกเป็นข้อย่อย เช่น ก่อนแรกให้ค้นคว้าวิจัยหาข้อมูลก่อน จากนั้นคิดหัวข้อเรื่อง จากนั้นวางกรอบเนื้อเรื่อง จากนั้นร่างเนื้อหา จากนั้นเขียนแต่ละบท จากนั้นค่อยตรวจทาน ฯลฯ การทำแบบนี้คือการวางแผนงานให้เป็นระบบ เพื่อให้สมองของเรามองเห็นถึงความเป็นไปได้และไม่ซับซ้อนของโปรเจคนั้นๆนั่นเอง

2. เปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

สภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศที่แตกต่างกันจะสร้างความแตกต่างและอิมแพคให้ผลงานของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองพิจารณาห้องทำงานของเรา โต๊ะทำงานหรือบรรยากาศรอบๆ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เรารู้สึกอยากทำงานหรืออยากจะพักผ่อนมากกว่ากัน ถ้าเป็นอย่างหลัง ให้เปลี่ยนบรรยากาศการทำงานใหม่ในทันที

อีกอย่างที่ควรทราบคือ มนุษย์เรานั้น มักจะปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นถ้าโต๊ะหรือห้องทำงานของคุณไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนนานแล้ว การลองเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือปรับปรุงโต๊ะทำงานของคุณใหม่จะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากทำงานมากขึ้น เพราะใครๆก็ชอบของใหม่ จริงไหมครับ

3. สร้าง Deadline ให้กับงานแต่ละส่วน

ถ้าแค่ 1 deadline ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้คุณเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง จงสร้างมันอีกซัก 4-5 เดดไลน์สำหรับงานแต่ละส่วนที่ต้องทำให้เสร็จ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเมื่อเรารู้สึกว่างานยังมีเวลาพอ (ทั้งๆที่มันอาจจะไม่พอ) เราก็จะยังไม่มีอารมณ์อยากทำมัน เลยเลือกเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ไม่สร้างประโยชน์มากกว่า จนกระทั่งใกล้จวนจะถึงวันที่กำหนดส่งงาน ถึงค่อยมาระลึกว่า “ไม่น่าเลยเรา”

ดังนั้น ให้สร้าง deadline ของเราเองสำหรับงานแต่ละส่วน โดยใช้หลักการจาก ข้อ 1 คือ หลังจากที่เราได้แบ่งงานออกเป็นส่วนๆได้แล้ว เราค่อยมากำหนดเองทีหลังว่าแต่ละหัวข้อย่อยนั้น เราควรทำให้เสร็จภายในกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน นอกจากนี้เรายังต้องคอยเตือนตัวเองว่า “ต้องทำให้สำเร็จ” อย่าปล่อยให้ตัวเองเพิกเฉยต่อการกำหนดเวลา มิฉะนั้น เราจะไม่สามารถสลัดนิสัยผลัดวันประกันพรุ่งออกไปได้ ถ้างานนี้ต้องเสร็จวันนี้ ก็ต้องทำให้เสร็จวันนี้ เพราะถ้าเราผ่อนปรนให้ตัวเองในวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องทำงานของวันนี้อีก และเมื่อคนเรายอมผ่อนปรนให้ตัวเองในครั้งแรกแล้ว มันก็ย่อมมีครั้งที่ 2 3 4 อย่างแน่นอน และสุดท้าย นิสัยที่เราอยากแก้ไขก็ไม่จากเราไปเสียที ดังนั้น “จงกำหนดเดดไลน์ให้งานของตัวเองและทำมันให้สำเร็จด้วยทุกครั้ง”

4. เอาสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เราผลัดวันประกันพรุ่งออกไปให้หมด

ไม่ว่าจะเป็น bookmarks เว็บโปรดที่เข้าทีไร ก็กินเวลาไปทั้งวัน จนสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ทำงานอะไรเลย หรือว่าปิดออฟชั่นอีเมลหรือโซเชียลมีเดียว่าไม่ต้องตั้งเตือนตลอดเวลา เพราะเมื่อเราเปิดเช็คดูทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะดูอย่างอื่นไปด้วย โดยเฉพาะคนที่ติดสมาร์ทโฟนมากๆ ถ้าต้องทำงานก็ไม่ต้องเอาโทรศัพท์มาไว้ใกล้ๆตัวเองเสียเลย ปิดเสียง ปิดเครื่องไปเลยยิ่งดี จนกว่าจะทำงานที่ค้างคาให้เสร็จ

บางคนที่รู้ตัวว่าติดเฟซบุ้คมาก ถึงขนาดลบแอคเคาท์ส่วนตัวไปเลยเมื่อมีงานสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จ จนกว่าจะทำงานเสร็จ ถึงกลับมาเล่นต่อ ซึ่งเราจะว่าเขาก็ไม่ได้ เพราะว่าบางครั้งการติดอะไรมากๆสำหรับบางคนก็ไม่ต่างจากการติดสิ่งเสพติด ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่าสิ่งไหนเป็นตัวกระตุ้นให้เรามีนิสัยเสียแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น จงลด ละ เลิกมันซะบ้าง

5. อยู่กับกลุ่มคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากลงมือทำให้มากขึ้น

อย่าคิดว่าครอบครัว เพื่อนฝูงหรือสังคมที่เราอยู่ไม่มีผลกับนิสัยส่วนตัวของเรา มีการวิจัยพบว่า 5 คนที่เราคลุกคลีอยู่ด้วยมากที่สุด คือผู้ที่มีผลต่อนิสัยและการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆในชีวิตของเราอย่างมาก

เราไม่ต้องถึงขนาดเลิกคบเพื่อนหรือหนีออกจากบ้านหรอก เพียงแค่หัดเข้าหาคนที่เราอยากเป็นแบบเขาให้มากขึ้นก็พอแล้ว ถ้าเกิดว่าคุณอยากเป็นบิลเกตส์ มันก็อาจจะยากมากที่จะเดินเข้าไปทำความรู้จักกับเขา แต่ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ ถ้าปกติใช้ยูทูปอยู่แล้ว ก็ลองเปิดคลิปวีดีโอสัมภาษณ์หรือข่าวเกี่ยวกับเขาคนที่เขาประสบความสำเร็จดู ซักวันละ 10 นาที ก็มีผลในด้านบวกมากขึ้นแล้ว

หรือถ้านั่นไม่ใช่แนว ให้ลองเปลี่ยนมาคบหาทำความรู้จักกับเพื่อนที่มีทัศนคติแบบที่คุณอยากมี คนที่ขยัน กล้าลงมือทำ มองโลกในแง่ดี มีทัศนคติทางบวก และให้อยู่ห่างจากเพื่อนที่คอยแต่ทำให้คุณรู้สึกแย่ ยิ่งฟังพวกเขาพูดหรือมองสิ่งที่เขาทำแล้วคุณยิ่งรู้สึกหมดกำลังใจ คนประเภทนี้ไม่ต้องสนิทมากก็ได้ รักษาระยะห่างเอาไว้จะดีกว่า มันไม่ได้แปลว่าคุณไม่รักเพื่อน แต่มันเป็นเพราะคุณรักตัวเองมากกว่า เอาไว้ให้คุณประสบความสำเร็จก่อน แล้วค่อยมาช่วยเหลือเพื่อนก็ได้

นอกจากนี้เรายังสามารถเรียนรู้และซึมซับความสำเร็จจากคนอื่นได้จากการอ่านหนังสือของเขา ศึกษาแนวคิด บล็อก เรื่องเล่าของคนที่มีประสิทธิภาพสูง การทำแบบนี้บ่อยๆจะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้เรามีความต้องการเปลี่ยนตัวเองมากขึ้น หมั่นเอาน้ำดีเข้าตัวบ่อยๆ สักวันคุณก็จะกลายเป็นแบบพวกเขาเอง

6. หาเพื่อนซี้ใจเดียวกัน

การลงมือทำอะไรคนเดียวมันเหงาและมันก็ชวนให้เบื่อหน่ายเอามากๆ นี่คืออีกสาเหตุที่คนเรามีนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง มันจึงจำเป็นอย่างมากที่เราจะมีเพื่อนซี้ที่มีความคิดและเป้าหมายแนวทางเดียวกัน ในวันที่เราท้อ เขาก็ช่วยฉุดเราขึ้นไป ในวันที่เขาล้ม เราก็ช่วยฉุดเขาขึ้นมา ต่างฝ่ายต่างช่วยกัน สนับสนุนกัน มันก็ย่อมดีกว่าอยู่ตัวคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ จริงไหมครับ

เพื่อนซี้ที่ว่านี้ ควรเป็นคนที่มีเป้าหมายที่จะพัฒนาตัวเองเหมือนกันกับคุณ อาจไม่จำเป็นว่าต้องมีเป้าหมายที่เหมือนกันเป๊ะ ขอแค่เป็นคนที่มีความต้องการจะทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเอง เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้เรียนรู้จากกันและกัน สนับสนุนกัน ให้กำลังใจกัน

7. บอกกล่าวคนอื่นว่าเรากำลังทำอะไรอยู หรือ กำลังจะทำอะไร

การบอกกล่าวคนอื่นว่าเรากำลังทำโปรเจคอะไรอยู่ ไม่ใช่การป่าวประกาศเป้าหมายเพื่อให้คนอื่นมาเหยียบย่ำหรือทำลาย แต่เป็นการบอกในลักษณะเพื่อให้พวกเรารับรู้และคอยเตือนเราถึงสิ่งที่เรากำลังทำ เมื่อเราบอกให้คนอื่นรู้ มันจะช่วยตอกย้ำในสมองเราว่า “นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ” เพราะถ้าเราบอกคนอื่นแล้วเราไม่ทำ มันก็ค่อนข้างที่จะน่าอายเหมือนกันนะ

8. มองหาคนที่เขาทำสำเร็จแล้ว

ตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่? และใครบ้างที่ทำสิ่งนี้สำเร็จแล้ว? ลองตามหาและติดต่อคนพวกนี้ดู เพื่อที่จะได้รู้กันไปเลยว่าเมื่อพวกเขาสำเร็จแล้ว เขาใช้ชีวิตยังไง สุขสบายแค่ไหน ประสบความสำเร็จในระดับใด

คนเรามีแนวโน้มที่จะผลัดวันประกันพรุ่งเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราทำสิ่งใดไปแล้วแต่มันไม่เห็นผล ดังนั้น เราจึงควรหาหลักฐานมาเสริมความเชื่อมั่นให้ตัวเอง โดยการพูดคุยและศึกษาเกี่ยวกับคนที่เขาทำสำเร็จ เมื่อเราเห็นว่าเขาประสบความสำเร็จยังไง ใช้ชีวิตดีแค่ไหน เราจะมีแรงกระตุ้นในการทำงานได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ

9. ทำเป้าหมายให้ชัดเจนอีกครั้ง

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่ผลัดวันประกันพรุ่งมานานแล้ว มันอาจเป็นเพราะคุณไม่มีความชัดเจนในเป้าหมายก็ได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เรามักจะมีการเจริญเติบโตทางด้านตัวตนและจิตวิญญาณมากขึ้น ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้ชัดเจนกับปัจจุบัน เรามักจะไม่มีแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

บางทีเป้าหมายที่คุณวางเอาไว้อาจจะเลือนลางไปตามกาลเวลา ให้คุณหันไปคิดทบทวนเกี่ยวกับเป้าหมายของคุณใหม่ ให้มันดียิ่งขึ้น ให้มันชัดเจนยิ่งขึ้น มันจะทำให้คุณมีไฟในการทำตามเป้าหมายได้อีกครั้ง

เทคนิคการทำเป้าหมายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ การแบ่งเวลาให้ตัวเอง ออกไปสูดอาการ พักผ่อน ท่องเที่ยว ทำใจให้โปร่งโล่งสบาย เอาความเครียดออกไปจากสมองบ้าง การทำแบบนี้จะช่วยสร้างช่องว่างในความคิดให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ทบทวนตัวเองถึงเป้าหมายของเรา ว่าตอนนี้มันดีพอหรือยังไม่ดีพอ มีตรงไหนที่อยากเสริมเติมแต่งหรือไม่ มีอะไรที่เราสามารถทำได้เพื่อที่เป้าหมายของเราจะสำเร็จได้เร็วขึ้นอีกหรือไม่

10. เลิกนิสัยทำเรื่องยากให้มันยากขึ้น

คุณมีนิสัยชอบรอเวลาที่เหมาะสมหรือว่าชอบลงมือทำทันที? ถ้าคุณตอบอย่างหลัง เรายินดีด้วย แต่ถ้าคุณเป็นอีกคนที่มักมีนิสัยชอบรอเวลาที่ใช่ เวลาที่เพอเฟค ถึงจะลงมือทำอะไรสักอย่าง คุณจะมีงานต้องทำอีกเยอะเลย

ชีวิตคนเราไม่ได้เรียงจาก A B C…Z ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ดังนั้นหลายคนที่จมปลักอยู่กับการรอคอยเวลาที่ใช่ มักจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง คนที่รักการสมบูรณ์แบบสุดๆ หรือ Perfectionism มักมีปัญหาเกี่ยวกับการผลัดวันประกันพรุ่ง ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น ให้ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมดูใหม่จะดีกว่า เพราะการเป็นคนที่รักความสมบูรณ์แบบเกินไป มักมีความเครียดเกินเหตุ แถมยังทำอะไรไม่ทันชาวบ้านเขาอีกด้วย

11. ลงมือทำเลย ไม่ต้องคิดมาก

สุดท้ายแล้ว ต้นตอของปัญหา ก็คือ “การลงมือทำ” เท่านั้นเอง ไม่ว่าเราจะวางแผน จะคิดค้นหาวิธี จะทบทวน จะรอคอยหรือจะทำอะไร ส่วนที่ทำให้เราเลิกผลัดวันประกันพรุ่งได้ ก็คือ การลงมือทำ

มีคนหลายคนที่คอยพร่ำบ่นถึงสถานการณ์ของตัวเอง พูดถึงปัญหา ร้องหาความช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าคนอื่นจะแนะนำหรือช่วยเขายังไง ปัญหาที่แท้จริงก็คือ “เขาไม่ลงมือทำ”

ดังนั้น หยุดคิดมาก และก็ลงมือทำมันไปเลย ไม่จำเป็นต้องรอให้อะไรมันสมบูรณ์ก่อน ไม่มีใครในโลกนี้ทำอะไรแล้วสมบูรณ์ตั้งแต่แรกหรอก พวกเขาแค่ลงมือทำ ถ้ามันยังไม่ดี ก็แก้ไขใหม่ และทำอีกครั้ง ทำไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันก็ดีเอง ไม่ต้องคิดมากอีกแล้ว ทำมันไปเลยตอนนี้ อย่าปล่อยให้วันนี้เป็นวันที่ไม่ได้อะไรอีกหนึ่งวัน คุณเสียเวลามาเยอะแล้ว (ปล จงทำมันอย่างรอบคอบ)

จาก pocketidea.com

แนะนำ

dominic kurt

dominic kurt

ก็แค่คนที่ชอบการเล่นกล้าม เพาะกาย คนหนึ่ง... ##@ LIVE WITH STRONG LIFE @##

Comment :

บทความเพาะกายที่น่าสนใจ


บทความวิธีหรือเทคนิคเล่นกล้ามส่วนต่างๆ


บทความน่าสนใจสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก


หมวดวิตามิน สุขภาพร่างกาย